2007/Mar/06

ทฤษฏีวิวัฒนาการ โดย ชาร์ล ดาร์วิน

หมู่นี้ข้าพเจ้ามักใช้เวลาแทบทั้งวันไปกับการคิดทบทวนย้อนกลับไปในอดีต ทั้งอตีดอันไกล และอดีตอันใกล้เสมอๆ

นั่งมองรูปถ่าย หรือสิ่งของต่างๆที่มี แล้วจะนึกย้อนไปว่าเมื่อตอนนั้นเราอยู่กับใคร ทำอะไร คิดถึงสิ่งไหน หรือมีอารมณ์อย่างไร..

แล้วคำตอบส่วนมากที่ข้าพเจ้าได้พบก็คือ การไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองมี (T_T)

ย้อนไปสมัยประถม

คิดถึงงานโรงเรียนประจำปี ที่ทุกชั้นต้องมีการแสดง...

ป.1ข้าพเจ้าได้ระบำอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอะไรสักอย่าง ที่ใส่ชุดสีสันแสบทรวงไม่มีความสวยงามเอาเสียเลย ต่อมา

ป.2ฟิลลิ่งต่อเนื่องมาจากตอนป.1ที่ข้าพเจ้าได้เต้นระบำไม้กวาด(กึ่งๆเพลงทำความสะอาดบางสิ่ง) ขณะที่รุ่นน้องได้ระบำนางเงือก

ป.3ระบำชาวเขา..เผ่าอะไรสักอย่าง และดูเหมือนรุ่นน้องจะได้เต้นเพลงที่ทันสมัยและดูคึกคัก

ป.4 ทำไปได้อาจารย์ ที่ให้เด็กน้อยเต้นเพลงเเมโบ้ ชะ ชะ ช่า คิดแล้วก็อาย 55ส่วนรุ่นน้องนี่ จำไม่ได้แล้ว แต่เดาว่าต้องเป็นอะไรที่ดีกว่า (เหอๆ)

พอมองย้อนลงไปก็พบว่า เออนี่ เรามานก็ตลกดีเหมือนกัน และก็อย่าลืมไปว่าเพื่อนทั้งรุ่นก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน

นอกจากฉายา จับเจ๊ง ที่เพื่อนๆมอบให้ ข้าพเจ้าก็นั่งพิจารณาดูตัวเองว่า มันจริงหรือไม่ เท่าที่คิดได้ มันยิ่งกว่านั้นมากนัก บางที ถึงไม่จับก็ยังเจ๊ง

อาทิเช่น จบอนุบาล3 โรงเรียนอนาบาลก็ปิดตัวลง หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่าเจ๊ง

จบป.6 โรงเรียนทุบตึกเดิมที่ข้าพเจ้าเคยเรียนทิ้งแล้วสร้างใหม่ (หนอย สร้างไวกว่านี้หน่อยก็ไม่ได้)

จบม.3 โรงเรียนก็ได้ซื้อที่เพื่มและสร้างตึกใหม่ที่อลังการใหญ่โต ซึ่งตอนที่เรียน ที่แคบมาก ไม่มีแม้กระทั่งโรงอาหาร (เอาที่ไปก่อสร้างไอ้ตึกใหม่นั่น แหม..จะสร้างเร็วกว่านี่หน่อยก็ไม่ได้)

จบม.6 โรงเรียนสร้างตึกใหม่เพิ่ม (อีกแล้ว )คราวนี้ล่อตึก10ชั้น ไฮโซอลังการบารตะไท (เเหมสร้างเร็วกว่านี้ก็ไม่ได้ แถมทุกครั้งทุกคราที่จบมา ก่อนออกขอเรี่ยไรสร้างตึกอีกแน่ะ มันน่ามะ..)

คราวนี้ จะจบปริญญาแล้ว ก็ยังอุตส่าห์เข้าอิหรอบเดิม แต่หนักกว่าเดิม คือ เข้าใจว่าจะสร้างตึกใหม่ โดยได้ยึดซุ้มที่เคยนั่งตอนปี1ไป และก็ต้องไปบากหน้าแทรกซึมอยู่ในซุ้มเอกอื่น แต่จนแล้วจนรอดนี่ก็ปี4จะจบแล้ว ตึกก็ยังไปไม่ถึงไหน และได้ข่าวแว่วๆว่าผู้รับเหมาเบิ้ยว ทิ้งงานไปแล้ว ปักโถ่ เอาซุ้มตูคืนมา...

เฮ้อ คราวนี้จะดีใจดีมั๊ย ที่เมื่อเราก้าวออกมาจากที่ใด สถานที่นั้นก็เจริญรุ่งเรืองเอาๆ สงสัยคงต้องพิจารณาตัวกันอีกนาน...

ถ้าลองเอาเหตุการ์ต่างๆในชีวิตไปใส่คอม แล้วสแกผลออกมามานจะเป็นไงนร๊า...


edit @ 2007/03/08 18:10:20


edit @ 2007/03/09 09:47:58

2007/Feb/27

ความฝันนี้ของข้าพเจ้า นำแสดงโดย คนนับร้อย สัตว์ต่างๆ ตัวข้าพเจ้า และเเหม่ม แคทรียา

ข้าพเจ้าเพิ่มตื่นเมื่อกี๊ ใสภาพงุนงง และพอตั้งสติได้ ก็เริ่มอยากจะเล่าความฝันนี้ซะเหลือเกิน เพราะเกรงว่าจะลืมเสียก่อน

ความฝันของข้าพเจ้าเป็นภาพสี มีเสียง ตัดต่อไปมา และ ข้าพเจ้ารู้สึกกลัวจริงๆในฝัน ((แต่ตอนนั้นไม่รูว่าเป็นความฝัน ตื่นมาถึงจะรู้))

ความฝันของข้าพเจ้าเริ่มด้วยว่า ข้าพเจ้าได้ไปที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง วันนั้น คนไปเที่ยวห้างน้อย น้อยมากจนผิดสังเกตุ เดินไปไม่ค่อยเจอใครเลย ข้าพเจ้าเดินไปเรื่อยๆ ดูข้าวของร้านโน้นร้านนี้ไปตามประสา และข้าพเจ้าก็ได้พบหญิงคนนึง โดยที่หญิงคนนี้อายุราว 40 ปีได้ และข้าพเจ้าจำได้ว่ารู้จักกับเธอและเคยพูดคุยกันที่ไหนมาก่อน

ต่อมาก็กลายเป็นว่าเราสองคนมานั่งคุยกันที่ฟู๊ดคอร์ด เราคุยกันแบบเพลิดเพลิน พวกเราคุยกันถูกคออย่างออกรสออกชาติ เสมือนเรารู้จักกันมานาน ยิ่งคุยยิ่งสนุก ตอนนั้น จำได้ว่าคุยไป ขำไปจนเหนื่อย เเละการสนทนาก็ชะงักลงด้วยเหตุที่ว่า หญิงคนนั้นบอกว่าเธอต้องกลับบ้านแล้ว และถามข้าพเจ้าว่า

จะไปไหนต่อ

ข้าพเจ้าเงียบ และบอกว่าไม่มีที่ไป...

เธอผู้นั้นบอกว่างั้นไปที่บ้านเธอละกัน ข้าพเจ้าตกลง

ข้าพเจ้าไปบ้านเธอด้วยวิธีไหนไม่ทราบ อยู่ดีดี ภาพตรงหน้าก็ปรากฎเป็นบ้านหลังใหญ่ ใหญ่มากๆ ((ถ้าคุณเคยดูหนังช่องเจ็ด ก็ประมานคฤหาสที่มีโดมรูปปั้นนกอินทรีย์ข้างบน))

ที่บ้านของเธอมีสัตว์มากมาย เริ่มจากการที่เธอเอาหมาของเธอมาแนะนำ ที่จำได้คร่าวๆ ก็มี ปอมเปอเรเนี่ยน ปั๊ก โกลเด้น อเมริกันค๊อกเกอร์ ฯลฯ และอีกมากมาย ((แต่ตอนนั้นคิดเพียงว่าเธอเป็นคนรักสัตว์ )) เธอพูดถึงหมาของเธอทุกตัวด้วยอาการยิ้มแย้ม พร้อมกับพาข้าพเจ้าออกมานั่งคุยที่ม้าหินนอกบ้าน

คุยไปคุยมาข้าพเจ้าก็เหลือบไปเห็น รูปปั้นปลาวาฬสีชมพูขนาดใหญ่((ที่เหมือนกับโคดสะนาแป้งอะไรสักอย่างในทีวี)) พอเธอเห็นข้าพเจ้ามอง เธอก็เดินตรงไปที่ปากปลาวาฬ และพูดว่า มานี่มะๆๆๆ สักพักก็มีแมวเดินออกมา ข้าพเจ้าคิดว่าน่าจะเป็นแมว เเต่ทั้งตัวของมันมีลายเหมือนเสือดาวไม่มีผิด

แมวตัวนั้นเดินมาจากข้างในตัวปลาวาฬ ((ไอ้ปลาวาฬนั่นคือกรงของแมวหรือนี่??ข้าพเจ้าสันนิษฐาน)) พร้อมกับกระโดดใส่อ้อมกอดของเธอคนนั้นด้วยท่าทางเชื่องสุดๆ เธอลูบคลำแมว ด้วยท่าทีที่ยิ้มแย้มเช่นกัน

สักพักข้าพเจ้าเห็นค้างคาวตัวหนึ่งบินมา ลักษณะของมันเหมือนตัวการ์ตูนในเรื่องโปเกม่อน ตัวสีขาวมีขนสีน้ำตาลที่หูหน้าตาน่ารักบินมาเกาะที่ปากปลาวาฬปั้น และจู่ๆก็มีหญิงสาวคนหนึ่งมาจากไหนมิทราบโดดออกมาและงับค้างคาวตัวนั้นทันที

ภาพที่ข้าเจ้าเห็นคือ เธองับค้างคาวตัวนั้นไว้ในปากโดยหูอันปุกปุยของค้างคาวโผล่ออกมาจากปากของเธอ ข้าพเจ้าตกใจมาก

หญิงเจ้าของบ้านที่ข้าพเจ้ามาด้วยต่อว่าเธอ ((ข้าพเจ้าเดาเอาว่าหญิงสาวคนนั้นคงเป็นคนรับใช้ในบ้าน เธอมีผมยาว รุงรังปิดหน้า และใส่เสื้อยืด)) แต่ท่าทางของเธอเหมือนไม่สนใจกับคำต่อว่านั้น หญิงเจ้าของบ้านวางแมวลง และบอกใช้ข้าพเจ้าเข้าไปในบ้านก่อน

ข้าพเจ้าเดินมาเรื่อยๆและหยุดที่ระเบียงทางเข้าบ้าน และหันกลับไปมอง ดูเหมือนว่าตอนนี้คนรับใช้ในบ้านของเธอทั้งหมดจะออกมายืนรวมกันที่สนาม และดูเหมือนเธอกำลังบอกเล่าการกระทำของหญิงสาวผู้นั้นให้ทุกคนในบ้านฟัง สักพักเหมือนการสนทนาจะจบลง หญิงสาวผู้นั้นเดินไปที่ชายคนนึง รูปร่างผอม และบอกว่า ค้างคาวน่ะ ไม่กินแล้ว แต่ตอนไปจะกินไอ้เข้แทน ตอนนั้นข้าพเจ้าตกใจ และคิดว่าชายคนนั้นต้องชื่อจรเข้เป็นแน่ แต่ที่สงสัยคือเธอคนนั้นพูดจริงหรือเปล่า

ฉากต่อมาเกิดอะไรขึ้นไม่รู้ข้าพเจ้าจำไม่ได้ แต่จำได้อีกทีก็ตอนที่คนทั้งบ้านวิ่งกันวุ่นวาย พร้อมบอกว่าหญิงสาวคนนั้นได้ฆ่าเข้เรียบร้อยแล้วและหายตัวไป ที่ลานหน้าบ้านมีการสาธิตการฆ่าของเธอคนนั้นโดยชายผู้หนึ่ง ที่เอาเสียม และตะปูตอกกับความว่างเปล่าในอากาศ ข้าพเจ้ากวาดสายตามองไปรอบๆ และจำนวนของผู้คนในบ้านก็เพิ่มขึ้นอย่ามหาศาลและเริ่มจะดูวุ่นวายขึ้นทุกทีๆ

ดูเหมือนทุกคนอยากจะกรูกันออกจากบ้านจนมาแอออัดกันที่หน้าประตู ส่วนคนรับใช้ในบ้านก็พยายามหาหญิงสาวคนนั้น ข้าพเจ้ามองไปทั่ว และก็เห็นหญิงสาวคนนั้น เดินออามาจากปากปลาวาฬ เเละเดินตรงเข้ามาที่ฝูงชน ทุกคนล่าถอยตามแรงกดดันของเธอ

สักพัก ก็มีคนรับใช้ชายคนหนึงตะโกนว่าอย่ากลัว ให้ตั้งวงรับมือ แล้วจู่ๆ คนรับใช้ทุกคนก็เปลี่ยนเป็นใส่โจงกระเบนสีแดงตั้งวงเป็นแถว คล้ายๆ ค่ายดาวเหนือหรืออะไรสักอย่าง ในมือบางคนมีเครื่องดนตรีจำพวก กลองยาว ตะโพน ฆ้อง อะไรประมาณนี้อยู่ พร้อมกับตั้งท่ารำ และ ก้าวขาตามจังหวะเสี ยงกลองพร้อมกัน ((กลายสภาพเป็นละครพีเรียดย่อมๆ))

หญิงสาวคนนั้น ที่ตอนนี้อยู่ดีดีก็กลายเป็นแหม่ม แคทรียา((ได้ไง)) มีท่าทีตกใจและทำหน้าตาตื่น เสียงดนตีเริ่มดังขึ้นๆๆ เเละก็เหมือนกับว่าร่างกายของเธอผู้นั้นตกอยู่ใต้คำสั่งของเสียงดนตรีนั้น เธอค่อยๆก้าวเข้ามาในวงตามจังหวะกลองอย่างไม่สามารถขัดขืน พอเธอมาอยู่ในวง ทุกคนก็จับตัวเธอไว้

ชายรับใช้คนหนึ่งตะโกนว่า เธอต้องรับโทดทัณฑ์ด้วยการเสียท่อนขาทั้งสอง แล้วจู่ๆชายคนนั้นก็กระโดดขึ้นพร้อมด้วยขวานในมือและสับไปที่ขาของเธอ..

ภาพตอนนั้นโคสอัพมาที่หน้าของเธอที่ตาเปิกโพลงและอ้าปากร้องตะโกนเสียงดังจากความเจ็บปวด ((ท่าทางจะเจ็บมากด้วย)) ดูน่ากลัวมาก

และก็ตัดมาว่าเธอนอนห่มผ้าอยู่ในห้องเล็กๆ และผ้าก็ถูกกระตุกขึ้น และเห็นภาพตัวของเธอที่ปราศจากขาทั้งสองข้าง พร้อมเสียงกรีดร้องอันเจ็บปวด...

อยู่ดีดี ก็มีคนเอาเด็กน้อยๆมาวางไว้ข้างเธอ ((เหมือนกันคนที่เพิ่งคลอดลูกเสร็จ)) ภาพโคสอัพไปที่หน้าของเธออีกครั้ง หน้าของเธอ((แหม่ม))เต็มไปด้วยความแค้น และพูดออกมาพร้อมน้ำตาที่ไหลอาบหน้าว่า กูจะแก้แค้น

ข้าพเจ้ากลัวมาก และคิดไปไหนต่อไหนว่า เธอจะทำอะไรต่อไป

และจู่ๆข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนมีอะไรสั่นๆที่ร่างก่าย และก็ตื่นขึ้น เนื่องจากเพื่อนโทรมาตามไปมหาลัย

ความฝันจบลงแค่นั้น พร้อมประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นมากมายภายในใจ และ ความหวาดกลัวที่ยังคงหลงเหลืออยู่

ข้าพเค้าคิดไปต่างๆนานา และพยายามทบทวนภาพเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในฝันตลอดเวลา

ข้าพเจ้าไม่ได้ฝันเป็นเรื่องเป็นราวอย่างนี้มานานมากแล้ว และส่วนมากที่ข้าพเจ้าฝัน ข้าพเจ้าจะลืมมันในทันทีที่ตื่นขึ้น

มีคนเคยบอกว่า ฝันตอนรุ่งเช้ามักจะเป็นจริง ความฝันในครั้งนี้ของข้าพเจ้าต้องการจะสื่ออะไรกันแน่ คิดไม่ออกเลยจริงๆ


edit @ 2007/03/08 18:10:25


edit @ 2007/03/09 09:47:51

2007/Feb/23

คุณเคยลองนั่งนึกดูไหมว่าทุกวันนี้คุณกำลังรออะไรอยู่หรือเปล่า??

ชีวิตคนเรามักจะดำเนินควบคู่ไปกับการรอคอยเสมอๆ

แม้คุณอยากที่จะรอ หรือไม่อยากทีจะรอ แต่คุณก็ต้องรอ

รุ่งเช้า คุณก็รอเสียงนาฬิกาปลุก หรือ รอใครสักคนโทรมาปลุก เพื่อที่คุณจะได้เริ่มวันใหม่ หรือใครที่สามารถตื่นเองได้โดยไม่ต้องอาศัยคนอื่น ก็ต้องรอเวลาที่สมควรจะตื่นอยู่ดี

คุณจะปฏิเสธไหมว่าชีวิตของคุณไม่เคยรอ หรือ คอยอะไร

วันๆหนึ่งเราเสียเวลาเพราะต้องรอคอยไปนานเท่าไร..อาทิ

รอรถเมล์ รอเพื่อน รออาหาร รอต่อแถว รอจ่ายเงิน รอเจอเพื่อน รอเข้าเรียน

รอลูกค้ามา รอหนังเข้าโรง รอแดดหมด รอ รอ รอ และสารพัดที่จะ รอ

การรอคอยบางอย่างเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องรอ แต่ บางทีเราก็เต็มใจที่จะรอ

การรอคอยเป็นสิ่งที่ทำให้เราเบื่อหน่าย และ อิ่มเอมใจได้ในกรณีเดียวกัน

การรอถือเป็นการปลอบใจตัวเองอย่างหนึ่งว่า อย่าน้อยๆชั้นก็ได้รอ...กระมัง

---------------------------------------------------------------------------------

Since Otar left : รอ

พอดีได้ไปเจอหนังเรื่องนี้จากห้องสมุดที่มหา'ลัย พอเห็นปุ๊บ ไม่รู้อะไรดลใจก็ยืมมาเลย

เป็นเรื่องราวง่ายๆ แค่ดูจากชื่อเรื่องก็เหมาเอาเองว่า หนังจะต้องออกมารูปแบบไหน แต่กลับผิดคาด!!!

การรอคอย และ การโกหก สองสิ่งที่ที่เราไม่ชอบเลย แต่หนังเรื่องนี้กลับสื่อออกมาในอีกมุมมอง ที่ทำให้เราเอะใจ และ หันมามองการกระทำของตัวเราเอง และคนรอบข้างมากขึ้น และเข้าใจว่า การกระทำต่างๆย่อมมีเหตุผลของมันเสมอ แต่อยู่ที่ว่า เราจะมองมันในมุมไหน และ รับผลของมันได้หรือเปล่าเท่านั้น...


edit @ 2007/03/08 18:10:28
edit @ 2007/03/09 09:47:47